หน้าเว็บ

เป้าหมายหลัก

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

ธรรมชาตินิยม


ธรรมชาตินิยม อาจนิยามตามที่ถือกันทั่วไปว่า ได้แก่ความเชื่อที่ว่า ทุกสิ่งและเหตุการณ์ทั้งหลายนั้นมีมูลเหตุมาจากธรรมชาติ มากกว่าสิ่งเหนือธรรมชาติ จักรวาลมีเหตุกำเนิดมาจากธรรมชาติ มากกว่าภาวะเหนือธรรมชาติ มนุษย์มีจุดหมายตามธรรมชาติมากกว่าสิ่งเหนือธรรมชาติ


ธรรมชาตินิยม คือ ทฤษฎีที่ว่าด้วยสิ่งทั้งหลายในโลกที่เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับโลกอื่น เช่น ธรรมชาตินิยมของนักปรัชญาของจีน คือ ปรัชญาของขงจื๊อ ขงจื๊อเกลียดคำอธิบายแบบเหนือธรรมชาติทุกแบบ และปัญหาที่สนใจพิเศษคือ ธรรมชาติและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ในขณะเดียวกัน เราจะเห็นว่า วิธีการตอบปัญหาของอาริสโตเติล ก็เป็นธรรมชาตินิยม ถึงแม้ว่าอาริสโตเติลจะเชื่อถือพระเจ้า ซึ่งแตกต่างกับโลกก็ตาม เวลาอธิบายสิ่งทั้งหลายก็ไม่ได้อ้างถึงโลกอื่นเลย ซึ่งแตกต่างกับเพลโตที่อ้างโลกอื่น คือ เพลโตถือว่า คำอธิบายสิ่งทั้งหลาย ที่ถูกต้องที่สุดนั้น มีอยู่ในโลกของสวรรค์ คือโลกแห่งมโนคติ 


อาริสโตเติลวิจารณ์หลักคำสอนเรื่อง โลกในอุดมคติ ของเพลโตว่า ไม่จำเป็นต้องสร้างโลกอื่นขึ้นมาเพื่ออธิบายโลกนี้ ข้อวิจารณ์นี้จัดได้เป็นแบบเจตคติทางธรรมชาตินิยม


ธรรมชาตินิยมที่ใช้ในความหมายแคบๆ หมายถึง วิธีการเข้าสู่ปรัชญาวิธีหนึ่ง ซึ่งพัฒนาขึ้นในสหรัฐอเมริกา หลังจากพวกปฏิบัตินิยม (pragmatists) มีอิทธิพลกว้างกวาง ปรัชญาที่สอนกันในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา จนถึงสิ้นศตวรรษแล้ว โดยทั่วไปเป็นปรัชญาจิตนิยม นักปรัชญาบางท่าน มี ชาร์ลเพียร์ซวิลเลียมเจมส์ และจอห์น ดิวอี้ เป็นต้น ได้แสดงปฏิกิริยาต่ออภิปรัชญาจิตนิยม และโลกทรรศน์ในแนวกว้าง ไปสนใจค้นคว้าวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ และวิธีการแก้ปัญหาทางศีลธรรมและสังคมกันมากขึ้น แต่ ประสบการณ์นิยมรุ่นใหม่ ก็ต้องการจุดยืนทางอภิปรัชญา เกี่ยวกับปัญหาธรรมชาติ กับเหนือธรรมชาติ โดยทั่วไปนักประสบการณ์นิยมจะประกาศว่า ตัวเองเป็นฝ่ายธรรมชาติ


ซันตายานา (George Santayana) ช่วยทำให้คำว่า ธรรมชาตินิยม เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย แม้ว่า ท่านเองจะไม่สนใจทั้งในด้านประสบการณ์นิยม และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ท่านถือว่า ทรรศนะเกี่ยวกับโลกนี้เข้ากันได้กับอุดมคติเหตุผลและภาวะของสสาร ของนักปรัชญากรีก



สรุปว่า ธรรมชาตินิยมแยกกันเด็ดขาดกับเทวนิยมปรัชญาเทวนิยมสอนว่า พระเป็นเจ้ามีอยู่จริง พระเป็นเจ้าเป็นสัตอย่างหนึ่ง แต่ธรรมชาตินิยมสอนว่า ไม่มีพระเป็นเจ้า ไม่มีระเบียบเหนือธรรมชาติ ไม่มีทวิภาคระหว่างพระเป็นเจ้ากับโลกอย่างไรก็ตาม ยังมีธรรมชาตินิยมบางลัทธิเข้ากันได้กับหลักคำสอนที่ถือว่าพระเป็นเจ้าเป็นอุดมคติอย่างหนึ่ง อุดมคตินี้อาจมีอิทธิพลเหนือชีวิตมนุษย์ผู้ปรารถนาแสวงหาความดี



http://bubeeja.blogspot.com/2013/08/naturalism.html

วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

ความลับของ จักรวาลและมนุษย์ (THE SECRET OF UNIVERSE AND HUMAN)

ความลับของ จักรวาลและมนุษย์ (THE SECRET OF UNIVERSE AND HUMAN)

จักรวาล คือสิ่งที่ไม่สิ้นสุด ไม่มีขอบเขต ไม่มีศูนย์กลาง และไม่มีความแน่นอน หากคุณลองมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอันสดใสในยามค่ำคืน คุณจะรู้สึกและสัมผัสพลังลึกลับแห่งจักรวาลที่ซ่อนอยู่ คุณจะเห็นภาพอันกว้างใหญ่ไพศาสที่ไม่มีขอบเขต พร้อมกับแสงดาวระยิบระยับที่ดูมีชีวิต
แน่นอนที่สุด…ดาว เคราะห์สีฟ้าที่เรียกว่าโลก(Planet-Earth) ของพวกเราเป็นเพียงเมล็ดเซลล์ขนาดเล็ก ที่รวมกันกับเมล็ดเซลล์(ดวงดาว)อื่นๆ จนก่อให้เกิดกาแล็กซี่ขนาดใหญ่ พร้อมกับกาแล็กซี่อื่นๆอีกนับล้านๆ จนก่อให้เกิดระบบนิเวศที่มีชีวิตขนาดมหึมาอันน่ามหัศจรรย์ ที่เรียกว่า จักรวาล (Universe)
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ ก็เช่นเดียวกัน พวกเราเปรียบเสมือนเป็นเพียงอะตอมเล็กๆ ที่อาศัยอยู่บนเซลล์ (ดาวเคราะห์) ที่ล้วนแต่มีความกลมเกลียวกัน (Harmony) ในเมื่อพวกเราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋ว และบนท้องฟ้าคือสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา แล้วพวกเราเคยตั้งคำถามให้กับตัวเองบ้างไหมว่า พวกเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?
วัฏจักรของจักรวาลการ จะหาคำตอบได้ ว่ามนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่ออะไรนั้น เราควรที่จะต้องเข้าใจในเรื่องวัฏจักรของการเกิดและการดับเสียก่อน สิ่งนี้คือสิ่งที่ไม่สิ้นสุด และไม่รู้จบ (Infinite) ทุกอย่างในจักรวาลจะมีการเปลี่ยนสภาพไปตามกาลเวลา แต่จะไม่มีสิ่งใดสูญเสียไป ทุกอย่างจะกลายเป็นสสารที่ปะปนอยู่ในอากาศที่ไม่สิ้นสุด และจะไม่มีการสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยเช่นกัน ทุกสิ่งเพียงแต่แปรเปลี่ยนสภาพไป (Transform) ยกเว้นจะมีวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้เกิดการสร้างขึ้นมาใหม่
ดังนั้นมนุษย์เราและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ธรรมชาติหรือจักรวาลได้กำหนดสถานะและบทบาทของพวกเราไว้แล้ว นั้นก็คือการมีชีวิตอยู่ และการสร้างชีวิตใหม่ และจะวนเวียนแบบนี้ตลอดไปไม่สิ้นสุด ซึ่งสิ่งนี้ล้วนแต่เป็นเหตุผลในการดำรงอยู่ซึ่งเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทุก ชนิดนั้นเอง
การสร้างชีวิตใหม่คืออะไร? การสร้างชีวิตใหม่ในที่นี้มีความหมาย เช่น การให้กำเนิดบุตร หรือแม้แต่การสร้างมนุษย์ขึ้นมาให้ห้องทดลองเองก็ตาม เช่น เด็กหลอดแก้วหรือการโคลนนิ่ง สิ่งนี้ล้วนแต่เป็นการพยายามสร้างชีวิตใหม่ที่เป็นไปตามกฏของจักรวาล ทั้งในแบบธรรมชาติ(การปฏิสนธิในรังไข่) และแบบวิทยาศาสตร์(การผสมเทียม) คนที่เข้าใจในวัฏจักรของการเกิดแบบนี้ได้ ก็จะเข้าใจการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์อย่างลึกซึ้งได้เช่นกัน
เมื่อเราสร้างผู้อื่นได้ (ในอนาคตจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์) เราก็จะค้นพบคำตอบต้นกำเนิดของพวกเราเองด้วยเช่นกัน ความเชื่อที่ผิดความเชื่อในเรื่องพระเจ้านั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกเลย แต่มันจะช่วยให้เราเข้าใกล้วิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น เพียงแต่ว่า พระเจ้า ที่เราเข้าใจนั้นอาจไม่เหมือนพระเจ้าที่พวกเราทั่วไปเข้าใจซักเท่าไหร่
ถึงแม้มนุษย์เราจะมีวิวัฒนาการและความเจริญก้าวหน้ามาได้ในระดับนึงแล้ว แต่วงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์เอง ก็พยายามศึกษา ค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับกำเนิดมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เช่น การศึกษาร่างกายมนุษย์ การศึกษาการทำงานของสมองอันซับซ้อน การพยายามพิชิตโรคร้ายหรือการพยามยามปรับแต่งระบบรหัสพันธุกรรม DNA ที่เป็นกุญแจสำคัญของสิ่งมีชีวิตในจักรวาล และมนุษย์ก็เข้ามาใกล้ความสำเร็จเต็มทีแล้ว และเมื่อไหร่ที่สำเร็จ พวกเราเองก็จะได้คำตอบว่า
ที่แท้จริงพระเจ้าที่เราเข้าใจ ที่แท้จริงก็คือวิทยาศาสตร์ นั้นเองปัจจุบันมีทฤษฏีมากมาย ต่างๆนาๆที่พยายามอธิบายถึงกำเนิดของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฏีที่ว่า มนุษย์เรากำเนิดจากเซลล์เพียงเซลล์เดียว เช่นแบคทีเรีย แล้วค่อยๆวิวัฒนาการมาเรื่อยๆนับล้านปี จนกลายเป็นมนุษย์ในที่สุด มีผู้คนมากมายต่างเห็นด้วยและงมงายไปกับทฤษฏีเหล่านี้ จนตีพิมพ์ในหนังสือตำราวิทยาศาสตร์ มันช่างเป็นอะไรที่น่าเสียดาย ที่นักวิยาศาสตร์ที่มีจิตใจอันคับแคบเหล่านั้น สนับสนุนทฤษฏีปัญญาอ่อนแบบนี้และทำเงินให้กับตัวเอง ในขนะที่นักวิยาศาสตร์คนอื่นๆที่ค้นพบความจริงในเรื่องนี้ กลับไม่ได้ผุด ไม่ได้เกิดเลย เพราะอะไรน่ะหรือ?
กำเนิดมนุษย์และวิวัฒนาการ ลอง คิดดูดีๆซิว่า ความบังเอิญของเซลล์ตัวเดียว มันสามารถทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตอันซับซ้อน สวยงาม และเฉลียวฉลาดได้เพียงนี้เชียวหรือ ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญอย่างแน่นอนชีวิตย่อมมีผู้ สร้าง (Creator) และผู้ออกแบบ (Designer) อย่างไม่ต้องส่งสัย แม้จะมีนักวิทยาศาสตร์บางคนอ้างว่า มนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิงก็ตามที แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นก็ยัง งง ตาแตกอยู่ ว่าทำไม โครโมโซม และรหัส DNA ของคนกับลิง ใกล้เคียงกันก็จริง แต่ทำไมรูปร่าง ลักษณะ หน้าตา และสติปัญญาถึงได้ต่างกันราวฟ้ากับเหวเพียงนี้ ลิงเหล่านั้นอาจเป็นเพียงหุ่นจำลองของมนุษย์ และต่อมาถูกเติมแต่งหรือปรับปรุงแก้ไขจนทำให้เป็นมนุษย์ขึ้นมา
ดังที่เขียนไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ล บท เยเนซิส ใจความว่า”จงให้เราสร้างมนุษย์ในแบบฉายาของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และฝูงสัตว์ใช้ให้แผ่นดินทั่วไป และสรรพสัตว์ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินทั้งสิ้น” เยเนซิส 1:26   เราคงสงสัย แล้วว่า ถ้าเป็นวิวัฒนาการโดยบังเอิญแล้ว โอกาสน้อยมากหรือแบบไม่มีเลยที่จะก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตรูปร่างต่างๆ สีสรรและการแสดงท่าทางพิลึกพิกลของนก หรือรูปร่างแปลกๆของเขากวาง ลายอันสวยงามของเสือดาว หรือแพะป่าทำไมต้องมีเขาม้วนเช่นนั้น?
สิ่งเหล่านี้เป็นผลงานทางวิทยาศาสตร์บวกศิลปะจากฝีมือของพระผู้สร้างล้วนๆ เมื่อคุณจะสร้างสิ่งมีชีวิต จงอย่าได้ลืมนักศิลปะเป็นอันขาด ลองคิดดูซิว่า ถ้าปราศจากดนตรี ภาพยนตร์ ภาพวาด โลกนี้จะเป็นฉันใด ชีวิตคงน่าเบื่อมาก และสัตว์คงน่าเกลียดมาก ถ้ามันมีรูปร่างเพียงเพื่อสอดคล้องกับความจำเป็นและกลไกการทำงานเท่านั้น วิวัฒนาการของรูปพรรณของสิ่งมีชีวิตบนโลก เป็นผลสืบเนื่องจากการสร้างสิ่งมีชีวิตที่ค้ลายคลึงพวกตน กระโหลกของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นแบบฉบับอันแรก แล้วต่อมาได้ถูกสับเปลี่ยนด้วยอันที่ปรับปรุงดีขึ้นในที่สุดมันยากที่จะ เชื่อกับสิ่งนี้
แต่เราก็ควรจะยอมกับความจริงอันน่าประหลาดใจนี้ บางคนอาจจะตั้งคำถามงี่เง่าว่า หากมีผู้สร้างพวกเราขึ้นมาจริง แล้วใครคือผู้สร้างพวกเค้า? มันเป็นคำถามที่ดีมากๆ แต่มันเป็นคำถามคล้ายกับคำถามที่ว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนนั้นหละ มันเป็นสิ่งที่เสียเวลาและไร้ความหมายเป็นอย่างยิ่ง ที่พยายามจะหาคำตอบของคำถามนี้ ในเมื่อจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ไม่มีที่สิ้นสุด ก็จะไม่มีต้นกำเนิดด้วยเช่นกัน เพียงแค่เรารับรู้ว่า มีผู้สร้างเราขึ้นมา แค่นี้ก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ?
หน้าที่ของสิ่งมีชีวิตใน เมื่อจักรวาลไม่มีขอบเขตและไม่มีสิ้นสุด สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ ก็ย่อมไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเพียงเผ่าพันธุ์เดียวในจักรวาลอย่างแน่นอน ผู้ที่ชอบถามคำถามทำนองว่า มีสิ่งชีวิตอยู่บนดาวดวงอื่นอีกหรือไม่นั้น นับเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงในเห็นว่า มนุษย์คนนี้มีสติปัญญาที่จำกัด เสมือนกับกบที่อยู่ในบึง แล้วถามกันเองว่า จะมีสิ่งชีวิตในบึงอื่นๆอีกหรือไม่ ผมรู้สึกชอบจริงๆกับการเปรียบเทียบอย่างนี้เราไม่รู้ว่าใครคือสิ่งมีชีวิต เผ่าพันธุ์แรกของจักวาล เพียงแต่เรารู้ว่า มนุษย์ถูงสร้างขึ้นมาให้มีชีวิตอยู่และดำรงอยู่ซึ่งเผ่าพันธุ์ วัฏจักรในการสร้างหรือทำให้เกิดขึ้นนั้น คุณจะสังเกตุได้จากบนโลก การสืบพันธุ์ของมนุษย์และสัตว์ทุกชนิด การขยายพันธุ์ของพืช หรือการผลิตออกซิเจนของต้นไม้ ล้วนแต่เป็นหน้าที่ที่ธรรมชาติหมอบบทบาทเหล่านี้ให้เรา
นั้นก็คือกฏแห่งจักรวาล ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลล้วนกลมเกลียวกัน จนก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา การเกิดและการดับ มีขึ้นอยู่ตลอดเวลา มนุษย์มีหน้าที่ที่สำคัญคือ การดำรงอยู่ดำรงอยู่ซึ่งเผ่าพันธุ์ การสร้างและให้กำเนิดต่อๆกันอย่างไม่รู้จบ
มนุษย์เราต่างใช้ชีวิตกันไปคนละแบบ บางคนอยู่ไปวันๆโดยไม่มีจุดหมาย บางคนมีชีวิตอยู่เพื่อช่วยผู้อื่น บางคนสร้างความชั่วร้าย และเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว จะมีซักกี่คนในโลกใบนี้ที่จะเหมือนหรือใกล้เคียง พระพุทธเจ้า พระเยซูคริสต์ พระโมฮาเม็ด ท่านโมเสส และศาสดาของศาสนาอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยความเสียสละ สร้างความดีงามสร้างความรัก ความเมตตาและสอนการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องแด่เพื่อนมนุษย์
ในเมื่อมนุษย์เราเข้าใจได้แล้วว่า หน้าที่ของเราคือ การมีชีวิตและเป็นผู้สร้างเพื่อดำรงอยู่ซึ่งเผ่าพันธุ์ คุณก็ควรทำมันในเชิงสร้างสรรค์ สร้างสิ่งดีๆ สร้างความสุข สร้างความรัก สร้างความกลมเกลียวแก่โลกและเพื่อนมนุษย์ และผลของการสร้างนั้น(การกระทำ) มันจะเป็นไปตามงานที่สร้าง(ผลของกรรม) เมื่อมนุษย์สร้างความชั่ว(อาวุธทำลายล้าง) ก็เหมือนกับเชื้อโรคที่คอยทำลายเมล็ดเซลล์(โลก) เมื่อเมล็ดเซลล์ถูกทำลาย มันก็จะตายไปในที่สุด ยิ่งมีเชื้อโรคมากขึ้นเท่าไหร่ ร่างกาย(จักรวาล) ก็อ่อนแอลงเท่านั้น และแล้วหายนะก็จะเกิดขึ้นกับพวกเราเอง…

ผู้เขียนโดย Static James
https://romravin.wordpress.com/2011/03/08/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%99/


วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ครูใหญ่ Open eyes โรงเรียนสุขภาวะ : อำเภอกันทรลักษณ์

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ จากการ Open eyes โรงเรียนสุขภาวะ
  1. การสร้างแรง เปลี่ยนกรอบคิด  ทุกกิจกรรมทุกขั้นตอน จะมีเรื่องราว เรื่องเล่ามาให้ฟัง 
  2. ครูใหญ่นำเรื่องราวมาสร้างแรง  โดยได้นำเรื่องราวของคุณอากิ ที่เป็นการตื่นรู้ เล่าเหตุการณ์ของคุณอากิ ที่ตื่นจากการเห็นแค่ตัว มาเป็นเห็นโลก เห็นผู้อื่น เช่นเดียวกับกรอบคิดทางการศึกษาที่ติดในรูปแบบเดิมในการสอนแยกเป็นรายวิชา ซึ่งเหมาะกับเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ซึ่งไม่ตื่นรู้เกี่ยวกับปัจจุบัน ณ วันนี้ที่เด็กควรได้รีบการเรียนรู้แบบใหม่
  3. การมีจิตใหญ่ ประเด็นนี้ได้กล่าวถึงในการPLC กับครูตะเคียนราม หลายๆคนยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการมีจิตใหญ่ ซี่งจะได้เสริมให้คุณครูด้วย
    1. จิตใหญ่ คือเห็นกว้าง เปิดกว้าง เชื่อมโยงตนเองและผู้อื่น สังคม ครอบครัว สิ่งแวดล้อม น้ำอากกาศรวมทั้งจุลินทรีย์ต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้มีความสุข
    2. จิตเล็ก เห็นแคบ ถูกครอบ ตัดขาด อึดอัด เกิดทุกข์
  4. ครูที่เป็นอยู่ในตอนนี้จะมองเห็นความสำเร็จในอดีต แต่เด็กยุคใหม่นี้จะมองไปถึงอนาคต ซึ่งมันขัดแย้งกัน
    1. เด็ก Gen ใหม่ มีวิธีการเรียนรู้แบบใหม่
    2. ครู Gen เก่า มีวิธีการเรียนรู้แบบเดิม
  5. โลกของการเรียนรู้ในอดีตที่เน้นจำความรู้จากครู ซึ่งโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว โดยยกตัวอย่างตัวอย่างธรรมชาติในการเรียนรู้ของมนุษย์  ธรรมชาติของมนุษย์ที่มีการเรียนรู้อยู่ 3 ระดับ
    1. สุตมยปัญญา(สุตะมะยะปัญญา)  คือการจำเอาความรู้มา
    2. จิตมยปัญญา  (จิตตะมะยะปัญญา)เอาความรู้มาคิดใคร่ครวญ เพื่อเชื่อมโยงความเข้าใจ สร้างเป็นความเข้าใจชุดหนึ่งขึ้นมา (ซึ่งใช้ประโยชน์ได้)
    3. ภาวนามยปัญญา  (ภาวนามะยะปัญญา) เอาไปลงมือทำ  ทำแล้วจดจ่อ ทำด้วยความสุข แล้วทำอย่างต่อเนื่องจนเกิดความท่อแท้ จนเกิดสภาวะความเข้าใจ 
6.กรอบความคิดของมนุษย์(Mindset)ที่มีอยู่ 2 วิธี (1.Fixed mindset กระบวนทัศน์ที่หยุดนิ่ง , 2.Growth mindset กระบวนการคิดที่เติบโต) 
การที่เราจะสร้างปรากฏการใหม่ได้นั้นต้องคิดแบบ Growth mindset 
          7. กระบวนการของจิตศึกษา(กระบวนทัศน์) ที่ได้เรียนรู้ใหม่ และสามารถนำไปปรับใช้ได้
กิจกรรม
- ครูต๋อยเปิดคลิป VDO การทำจิตศึกษา 3 คลิป (ครูกลอยอนุบาล,โรงเรียนวัดตากาวน,โรงเรียนโนนกระปรอก) 
- แบ่งกลุ่ม 5-10 คน แจกกระดาษบรุ๊ฟและอุปกรณ์เขียน
- ครูต๋อยให้โจทย์คือ 1.กระบวนการ/ขั้นตอนที่เห็นมีอะไรบ้าง? 2.ท่าทีครูเป็นอย่างไร? 3.ท่าทีเด็กๆเป็นอย่างไร? 4.คิดว่าเด็กๆได้เรียนรู้อะไรจากกิจกรรม
จิตวิทยาเชิงบวก
- เล่าเรื่องของ ชายฝรั่งที่มีผลการเรียนดี จบมหาลัยดังตั้งแต่อายุยังน้อย สุดท้ายเขากลับกลายเป็นผู้ก่อการร้ายที่หาตัวได้ยากมาก ซึ่งเป็นมาจากการวิจัยเกี่ยวกับการทำลายคุณค่าความเป็นมนุษย์
- เข้ากลุ่มแล้วเล่าประสบการณ์สิ่งที่ตนเองเคยถูกกระทำ และเคยกระทำกับคนอื่นที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นการทำลายคุณค่าของคนๆนั้น

           8. อื่นๆ ที่เป็นแนวทาง
  • “คุณอากิทำงานกับสายการบิน Japen airline จนได้เป็นระดับผู้จัดการ อยู่มาวันหนึ่ง(ประมาณปี 2010) สายการบินนี้เกิดล้มสลาย ประกอบกับปีนั้นภรรยาของเขาเกิดเป็นมะเร็ง แล้วก็มีอีกเหตุการณ์ที่เกิด สึกนามิในประเทศญี่ปุ่น แล้วเตาปฏิกรรั่ว  ซึ่งเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์ทำให้เขากลับมาตั้งสติ แล้วเลือกที่จะทำกับชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไร โดยเลือก 3 อย่างคือ 
1.จะทำงานที่ไม่มีค่าตอบแทน(อาสาสมัคร) 
 2.เขาจะดูแลสุขภาพโดยการเดิน  
3.เขาจะมีความสุขทุกวันด้วยการอยู่กับปัจจุบัน 

ภาวะการตื่นของคุณอากิ หลังจาก 3 เหตุการณ์ดังกล่าว
Selfish  เป็น  Non Selfish  คือ  ตื่นจากความเห็นแก่ตัว กลายเป็นไม่เห็นแก่ตัว(ภาวะที่ไม่เห็นแก่ตัวคือภาวะที่เชื่อมตัวเองกับโลกภายนอก สู้สรรพสิ่ง สู่จักวาลจิตจะใหญ่มาก จิตจะเปิดออก จิตจะเชื่อมต่อ จิตจะเป็นหนึ่งเดียว)
Selfish จะมองแค่ตัวเอง ถูกตัดขาด อึดอัด

สุขภาวะ  สุขภาวะที่ไม่ใช่แค่สุขภาพเพียงอย่างเดียว
  • ครูใหญ่ตั้งคำถามสำหรับการศึกษา (นักการศึกษา)
- การศึกษา อย่างไร? 
-  การเรียนรู้อย่างไร ?  
การศึกษา หรือการเรียนรู้อย่างไร ที่จะนำมาสู่การตื่นรู้ และความมีสุขภาวะ ยกตัวอย่างการศึกษา ผลสัมฤทธิทางการศึกษา โดยการสอบ Pica ที่อยู่ในระดับต่ำมาก แต่การอ่านออกเขียนไม่ได้กลับไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เรื่องคือการอ่านจับใจความ การอ่านแล้วตีความให้ได้ทำให้ทำโจทย์ไม่ได้ คนที่อ่านออกเขียนได้เองนั้นมีปัญหาที่ซ่อนไว้อยู่คืออ่านเนื้อความได้ไม่แตก 


ทักษะ 3 อย่างในโลกที่จำเป็นสำหรับในอนาคต
  1. ความสามารถในการเข้าถึงความจริง จากโลกออนไลน์ (เพราะว่าเด็กทุกคนมนอนาคตนั้นอยู่ในโลกออนไลน์)
  2. อ่านแล้วจับใจความ แล้วตีความ 
  3. ชั่งน้ำหนักแล้วตัดสินใจ ชั่งน้ำหนักให้ใกล้กับความจริงให้มากที่สุด  (เช่นข้อมูลที่เป็นปัจจุบันคือวัดธรรมกาย  ซึ่งทุกคนจะให้น้ำหนักที่ไม่เท่ากัน)


ครูที่เป็นอยู่ในตอนนี้จะมองเห็นความสำเร็จในอดีต แต่เด็กยุคใหม่นี้จะมองไปถึงอนาคต ซึ่งมันขัดแย้งกัน
  1. เด็ก Gen ใหม่ มีวิธีการเรียนรู้แบบใหม่
  2. ครู Gen เก่า มีวิธีการเรียนรู้แบบเดิม
ยกตัวอย่างพนักงานบริษัท Google ที่ไม่สนใบปริญญาบัตร แต่แค่ที่คุณทำงานเป็นหรือไม่  (โลกนี้มีอัตตา มีตัวตนสูง  ไม่ยอมเรียนรู้) 
นโยบายของบริษัท Google คือ เรียนรู้จาก Micro Learning  เรียนรู้จากบทความเล็กๆ คลิปเล็กๆ คิดใคร่ครวญแล้วสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ที่มีการเรียนรู้อยู่ 3 ระดับ
  1. สุตมยปัญญา(สุตะมะยะปัญญา)  คือการจำเอาความรู้มา
  2. จิตมยปัญญา  (จิตตะมะยะปัญญา)เอาความรู้มาคิดใคร่ครวญ เพื่อเชื่อมโยงความเข้าใจ สร้างเป็นความเข้าใจชุดหนึ่งขึ้นมา (ซึ่งใช้ประโยชน์ได้)
  3. ภาวนามยปัญญา  (ภาวนามะยะปัญญา) เอาไปลงมือทำ  ทำแล้วจดจ่อ ทำด้วยความสุข แล้วทำอย่างต่อเนื่องจนเกิดความท่อแท้ จนเกิดสภาวะความเข้าใจ
เหมือนกับโลกของการศึกษาแบบเดิมนั้น เราเน้นให้สุตมยปัญญา คือจำที่ครูสอน แต่โลกปัจจุบันนั้นไม่ใช่แล้ว(ยกตัวอย่างการทำงานของพนักงาน Google) 

กรอบความคิดของมนุษย์(Mindset)ที่มีอยู่ 2 วิธี (1.Fixed mindset กระบวนทัศน์ที่หยุดนิ่ง,2.Growd mindset กระบวนการคิดที่เติบโต) กรอบความคิดนี้มาจาก  แบบแผนพฤติกรรมเดิมของมนุษย์นั่นเอง (เช่นในอดีตมนุษย์กินข้าววันละ 2มือในกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เข้มข้นทำให้เปลี่ยนไป มาเป็นระบบอุตสาหกรรม จัดการเวลาใหม่เพื่อทำให้มนุษย์ทำงานได้มากขึ้น ได้ผลผลิตมากขึ้น นั่นคือแบบแผนพฤติกรรมของมนุษย์)
จริงๆแล้วมนุษย์เรายิ่งกินกข้าวน้อยยิ่งสร้างระบบคุ้มกันในร่างกายได้ดี แต่ด้วยระบบ Mindset ของเราว่าด้วยการกินข้าว 3มือมานั่นเอง

เช่นเดียวกับ Mindset ทางการศึกษาที่ถูกสร้างมา 
  • วิชา คณิต ภาษา วิทย์ สังคม ฯลฯ (ต้องสอนเป็นวิชา)
  • ทักษะ  อ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น  (ซึ่งทักษะการคิดเลขป็นทักษะที่ต่ำสุดในการเรียนรคณิตศาสตร์)
  • อาชีพ ผู้ประสบผลสำเร็จต่อทำอาชีพ ข้าราชการ หมอ พยาบาล ทนาย ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งอาชีพนี้จะหายไปในอนาคต และจะมีอาชีพใหม่ในอนาคต
  • วิธีสอน  การถ่ายทอดความรู้ยังเป็นวิธีที่ถูก 
  • การวัดผล  การสอบเป็นวิธีที่ถูก
ฯลฯ
    การที่เราจะสร้างปรากฏการใหม่ได้นั้นต้องคิดแบบ Growth mindset 


การศึกษาที่แท้ควรจะปลดปล่อยจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ให้เป็นอิสระ เพื่อให้เข้าถึงความจริงตามธรรมชาติ
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ที่สำคัญคือการเรียนรู้
Out come สำหรับการศึกษาคือ มนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยประกอบไปด้วย “ปัญญาภายในและปัญญาภายนอก” เห็นตัวเองและเห็นโลกภายนอก
จิตศึกษา เริ่มต้นเมื่อปี 2548 ซึ่งก่อนหน้านั้นเริ่มในปี 2546 เรียกกิจกรรมพัฒนาคลื่นสมองต่ำ เพราะLPMP เริ่มต้น Brain Based Learning จัดการเรียนรู้ที่สอดรับกับสมอง
จิตปัญญา ซึ่งมีสอนที่ม.มหิดล ระดับป.โท และป.เอก เริ่มต้นเมื่อปี 51 คุณหมอประเวศ อยากให้เกิดการสอนที่ทำให้มนุษยน์นั้นค้นพบความจริงเลยมอบให้ม.มหิดลสร้างหลักสูตรขึ้นมา

ทำไมต้องจิตศึกษา?
จิตศึกษาทำให้ผู้เรียนตื่นรู้ 

ตื่นรู้คือ การเข้าถึงความจริงตามธรรมชาติ(Truth) ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึก จิตหลุดออกจากความบีบคั้นของเปลือก  จิตเป็นอิสระ และเชื่อมต่อกับสรรสิ่งได้ง่าย



วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

จิตศึกษา "ดนตรีดลใจ" ในช่วงชั้นที่ 2

มอบความสุขให้กับเด็กๆ
สัปดาห์นี้จัดกิจกรรมจิตศึกษา "ดนตรีดลใจ" ในช่วงชั้นที่ 2




 





วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560

PLC : สร้างพลังสนามบวก (ระดับมัธยม) 2

PLC ระดับมัธยม

...ในวันนี้นำจิตศึกษามาแลกเปลี่ยนร่วมกับครูมัธยม โดยใช้บทเพลงที่มีความหมาย "ดนตรีดลใจ"
ขั้นนำ
กำกับสติ อยู่กัลลมหายใจเข้าออก ล่งกำลังใจให้กันและกัน

ขั้นกิจกรรม
...ส่งกระดาษให้คุณครูคนละ 1แผ่น(ครึ่ง A4) และปากกาเมจิ
...ให้โจทย์คุณครู : ฟังแล้วนึกถึงอะไร หรือคิดถึงใคร? ให้คุณครูวาดภาพพร้อมเขียนบทความสั้นๆที่สื่อถึงบทเพลงและความคิดของคุณครู
...เปิดเพลง "เพลงลัง (มาลีฮวนน่า)
...แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน
...ตั้งคำถามกระตุ้นคิด "จากกิจกรรมนี้คุณครูได้เรียนรู้อะไร?  ,ระหว่างทำกิจกรรมมีความคิดอะไรเกิดขึ้น?

ขั้นจบ
...ขอบคุณอะไรสักอย่างหรือใครสักคน (ครูทุกคน)
...กำหนดลมหายใจ และขอบคุณกันและกัน























หลังจบกิจกรรมให้คุณครูเสนอแนะ โดยเขียนลงกระดาษที่ส่งให้ทุกคน
อะไรที่ทำได้ดีแล้ว     /    อะไรที่อยากจะเพิ่มเติม







วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

OPEN EYES : โรงเรียนบ้านนาตราว สพป.ศก.3

แผนการดำเนินงาน
วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม 2560

ช่วงเช้า
08.00 - 08.30 น.  สังเกตวิถีในตอนเช้า และร่วมกิจกรรมหน้าเสาธง
08.30 - 09.00 น. สังเกตกิจกรรมจิตศึกษา
09.00 - 09.20 น. พักรับประทานอาหารว่าง (ดูคลิปจิตศึกษา)
09.20 - 09.30 น. Check in ด้วย Brain gym
09.30 - 10.00 น. AAR สิ่งที่ได้เรียนรู้ / สิ่งที่สามารถนำไปปรับใช้ได้
เห็นอะไร / รู้สึกอย่างไร /ได้เรียนรู้อะไร
10.00 - 10.30 น. สาธิตจิตศึกษา Home
10.30 - 11.30 น. บทความ หนึ่งคนอ่าน หนึ่งคนฟัง (ไม่มีหินก้อนใดโง่)
11.30 - 12.00 น. วิถีโรงเรียนบ้านตะเคียนราม (ผอ.อำนวย มีศรี)
12.00 - 13.00 น. รับประทานอาหารร่วมกัน 
ช่วงบ่าย
13.00 - 13.20 น. ดูคลิป VDO 3 คลิป (คลิป CONFERRENT)
สาธิตจิตศึกษา Body scan
13.20 - 14.20 น. กิจกรรมมนุษย์สมบูรณ์
14.20 - 14.35 น. พักเบรคบ่าย

14.35 - 16.00 น AAR ตามประเด็น “ตลอดทั้งวันได้เรียนรู้อะไร/สิ่งที่สามารถนำไปปรับใช้ได้”



วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560

PLC : สร้างพลังสนามบวก (ระดับมัธยม) 1

ใน Quarter4 เริ่ม PLC

เพื่อสร้างพลังสนามบวก ในการ PLC จึงใช้เวลาไม่นาน สร้างความไว้วางใจกันพูดคุยอย่างเป็นกัลยาณมิตร
...ครั้งแรกใช้บทความที่มีความหมาย ให้คุณครูได้ตระหนักได้คิด อยู่กับความคิดแล้วแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง

...กิจกรรมที่นำมาใช้สามารถนำปรับใช้กับกิจกรรมจิตศึกษาในวันศุกร์ เพราะเป้าหมายในครั้งนี้คือการเตรียมกิจกรรมเพื่อโรงเรียนบ้านนาตราวมา Open eyes (27มกราคม 2560) โดยกิจรรมในวันศุกร์เกี่ยวกับเรื่องเล่า/ ประสบการณ์ /ข่าว/ และบทความต่างๆ



และในวันพุธ ทุกคนก็นำกิจกรรมที่ออกแบบบมาแลกเปลี่ยน ต่อเติมกันและกัน

ตัวอย่างกิจกรรม

ชื่อกิจกรรม ฟังเสียงจากเรื่องเล่า  ม.๓/๒
วัตถุประสงค์
                ๑. เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา การมีส่วนร่วมที่ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น
                ๒. เพื่อให้นักเรียนมีสมาธิ พร้อมที่จะเรียนในวิชาต่อไป
แผนการจัดกิจกรรม
ขั้น กิจกรรม
ขั้นนำ (๒ นาที)
Check in
-ให้นักเรียนนั่งเป็นวงกลม เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มกิจกรรม
-เปิดเพลงบรรเลงเบาๆ  (เพลงบรรเลงคลื่นสมองต่ำ)
-รับรู้ลมหายใจตัวเอง  ๓-๕  ลมหายใจ
-Brain Gym ๒-๓  ท่า

ขั้นกิจกรรม (๑๕ นาที)
- นักเรียนนั่งจับมือเป็นวงกลม ส่งความปรารถนาดีต่อกันและกัน                                                                   โดยครูเป็นคนพูดเพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้สึกที่ดีต่อกันและกัน
- ให้นักเรียนนอนเป็นวงกลม ครูเปิดนิทานให้นักเรียนฟัง
จากนั้นครูแจกกระดาษ ให้นักเรียนคนละ ๑ แผ่น
ก่อนที่เราจะรับสิ่งต่างๆ เราจะไหว้ขอบคุณอย่างนอบน้อม
และให้นักเรียนสรุปนิทานให้จบ เรื่องที่ฟังให้ข้อคิดอย่างไร
อุปนิสัยของตัวละครแต่ละตัวเป็นอย่างไร
-พี่ที่อาสานำเสนอผลงาน/ตัวแทนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงาน
-ถามนักเรียนว่า วันนี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง นักเรียนร่วมตอบคำถามพา
สนทนาเพื่อให้ได้คำตอบสิ่งที่ได้เรียนรู้อย่างหลากหลาย

ขั้นสรุป (๓ นาที)
-กลับมารับรู้ลมหายใจตัวเอง  ๓-๕  ลมหายใจ
-กล่าวขอบคุณ